Blog

10 เทคนิคการเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกใน 90 วัน

เทคนิคการเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกได้จริงใน 90 วัน

ทำไมเขียนบทความแล้วไม่ติดหน้าแรก

เคยไหม? เขียนคอนเทนต์ให้ดีแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่ติดหน้าแรก Google

ถ้าจะสร้างคอนเทนต์ทั้งที “เสียเงินเป็นแสนแขนต้องได้จับแล้วล่ะ”

เราจะมาเผยไต๋ให้ดูว่า “คอนเทนต์ที่มันติดหน้าแรก Google อยู่เนี่ย เขาทำกันยังไง”

บทความนี้เราจะพาคุณไปพบกับ 10 เทคนิคการเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกแบบเห็นผลจริง

  1. Content Objective
  2. Keyword research
  3. Search intent
  4. Title & Description optimization
  5. URL friendly
  6. Image ALT
  7. Header tag
  8. Keyword on body content
  9. Internal link และ External link
  10. Natural and friendly content

แต่.. อยากให้เข้าใจกันก่อนว่า ทั้ง 10 หัวข้อนี้เนี่ย เราทำไปทำไม

ทำไมต้องเขียนบทความตามหลัก SEO

เพราะถ้าเราเขียนบทความตามหลัก SEO (Search Engine Optimization) แล้วจะทำให้บทความของแบรนด์เราขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกของ Google ได้ด้วยคีย์เวิร์ดที่เราต้องการนั่นเอง

“พูดง่ายๆ ก็คือ Google ก็เหมือนห้างใหญ่ๆ ห้างนึง ที่มีประตูทางเข้าเพียง 1 ประตู”

ร้านที่อยู่ติดประตูห้างก็จะขายดีกว่า เพราะคนเดินเข้ามาแล้วเจอเลย

แต่ว่าทุกจักรวาลล้วนมีกฏระเบียบ.. กูเกิ้ลก็เช่นกัน

การเขียนบทความตามหลัก SEO เป็นเหมือนการทำตามกฏ

Google ก็จะให้คะแนนโดยการทำให้ร้านของเราถูกย้ายไปอยู่ใกล้ประตูห้างได้มากขึ้นนั่นเอง”

อย่าลืมนะว่า ปัจจุบันมีคนใช้ Google ค้นหาข้อมูลเป็นจำนวนมาก

จากข้อมูลแบบเรียลไทม์ของ internetlivestats มีคนใช้งาน Google เพื่อค้นหาข้อมูลต่าง ๆ มากกว่า 3.5 ล้าน ครั้งต่อวัน!

ก็หมายความว่า ยิ่งคอนเทนต์ของเราติดหน้าแรก Google และอยู่อันดับต้นๆ มากเท่าไหร่ เราก็จะได้จำนวนคนเข้าเว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น

แต่เอ๊ะ! ต้องนานแค่ไหนกันล่ะ  ถ้าเราเขียนบทความตามหลัก SEO ไปแล้ว ลิ้งค์บทความจะไปติดหน้าแรกภายใน 90 วัน จริงหรือ?

มาดูเคสจริงที่เป็นบทความ SEO (SEO Content) ที่เราเคยทำไว้กัน

ตัวอย่าง 1 คอนเทนต์ที่ปรับแต่งตามหลัก SEO พร้อมลงเว็บไซต์

เมื่อคอนเทนต์ปล่อยลงเว็บไซต์แล้ว ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. 2020  จะเห็นว่ายอด click ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยเป็นคอนเทนต์ที่มีการเขียนเนื้อหาและปรับให้เหมาะตั้งแต่เริ่มแรกตามหลัก SEO ลงในเว็บไซต์

กรณีศึกษาการเขียนบทความ SEO ลำดับที่ 1

ตัวอย่าง 2 คอนเทนต์เดิมที่นำมาปรับแต่งตามหลัก SEO

คอนเทนต์นี้ได้ปล่อยในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. หลังจากนั้นได้นำมาปรับแต่งให้เหมาะสมกับ SEO ตั้งแต่เดือน ก.ย. ไปจนถึง พ.ย. 2019 จะเห็นว่ากราฟยอด click ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หลังจากมีการปรับคอนเทนต์เดิมในเว็บไซต์ตามหลัก SEO

กรณีศึกษาการเขียนบทความ SEO ลำดับที่ 2

ตัวอย่างที่ 3 คอนเทนต์เดิมที่นำมาปรับแต่งตามหลัก SEO

อีกหนึ่งคอนเทนต์ที่มีการนำมาปรับแต่งใหม่ให้เหมาะตามหลัก SEO ในช่วงเดือน มิ.ย.  หลังจากนั้นจะเห็นว่ากราฟ click เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากมีจำนวนคนเข้าเว็บไซต์มากขึ้นนั่นเอง

กรณีศึกษาการเขียนบทความ SEO ลำดับที่ 3

90 วัน หรือ 3 เดือนอาจฟังดูนาน แต่ก็ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่ยั่งยืน นั่นก็หมายความว่าถ้าบทความของคุณติดอันดับในหน้าแรก Google เป็นดาวค้างฟ้าในหน้าหนึ่งแล้วล่ะก็ คุณจะได้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนมากอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เลยทีเดียว


เห็นแบบนี้กันแล้วก็มาดู 10 ขั้นตอนการเขียนบทความให้ถูกต้องตามหลัก SEO กันดีกว่า

1. Content Objective

Content Objective คือ เป้าหมายของการเขียนคอนเทนต์ เราเขียนขึ้นมาเพื่ออะไร กลุ่มผู้อ่านเป็นใคร และเราอยากได้อะไรจากคอนเทนต์นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรคิดไว้ตั้งแต่แรกก่อนเขียนคอนเทนต์เลยก็ว่าได้

Content Objective เราขอแบ่งเป็น 3 แกน

1. Brand Awareness

2. Consideration

3. Purchase

ถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนกับคอนเทนต์ เทคนิคการเขียนบทความ SEO (SEO Content) นี้ที่เราเขียนขึ้นมา ก็เพื่อสร้าง Brand Awareness ให้คนที่สนใจเรื่อง SEO มาเจอเว็บไซต์ของบริษัทเรา และรับรู้ว่าเราเป็น Expert ทางด้าน SEO ที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่น เพื่อนำไปสู่ Consideration ที่จะทำให้ผู้อ่านอาจจะสนใจทำ SEO กับเราจริง ๆ สุดท้ายก็จะนำมาสู่ Purchase หรือการซื้อขายในที่สุด

2. Keyword Research

เมื่อเราได้รู้ Objective ของการเขียนคอนเทนต์ที่จะทำแล้ว ขั้นต่อมาคือการหา keyword สำหรับคอนเทนต์ของเรา ซึ่งคีย์เวิร์ดก็เหมือนประตูช่วยพาคนเข้าเว็บไซต์ หากเลือกคีย์เวิร์ดที่ถูกต้องแล้วล่ะก็ สามารถช่วยเพิ่มปริมาณผู้ชมเว็บไซต์ของเราได้มหาศาลเลยทีเดียว

Google suggestion

Google suggestion

หาคีย์เวิร์ดจากการพิมพ์คำบนช่องค้นหา Google แล้วจะเห็นคำยอดนิยมแสดงมาให้ด้านล่าง

Keywordtool.io

เครื่องมือค้นหาคีย์เวิร์ด Keywordtool.io

ถ้าใครต้องการใช้เครื่องมือที่ใช้หาคีย์เวิร์ดแบบฟรีต้องเว็บนี้เลย Keywordtool.io เพียงพิมพ์คำกว้าง ๆ ลงไปแล้วกด search เว็บก็จะแสดงผลคีเวิร์ดไอเดียมาให้ค่อนข้างมาเลยทีเดียว แต่ก็มีจำกัดในเรื่องของ Search Volume ที่ทางเว็บไม่แสดงผลมาให้หมดทุกคีย์เวิร์ดหรอกนะ หากใครอยากใช้แบบจริงจังทางเว็บมีให้อัพเกรดเป็นรุ่นโปรให้เราสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างเต็มที่

Lsigraph

เครื่องมือค้นหาคีย์เวิร์ด lsigraph

อีกหนึงเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดที่เปิดให้ใช้ฟรีอีกเว็บ Lsigraph ข้อดีคือมี Trend  Volume ให้เราได้วิเคราะห์ได้ค่อนข้างมาก แถมมีตัวอย่างคอนเทนต์ปัจจุบันที่ติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดที่เราค้นหามาได้ดูในแถบด้านขวาอีกด้วย


Google Keyword Planner

เครื่องมือค้นหาคีย์เวิร์ด google keyword planner

หากใครต้องการความ advance ขึ้นมาอีกขั้นเครื่องมือนี้จาก Google สามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดว่า Keyword นี้มีคนค้นหาต่อเดือนประมาณกี่ครั้งโดยนับเป็นค่า search volume หากยิ่งเยอะแสดงว่าคำนั้นมีคนค้นหาเยอะ และหากใช้คำนั้นมาเขียนบทความที่เหมาะสมจะช่วยให้มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มตาม search volume ของคีย์เวิร์ดนั่นเอง

source: https://adwords.google.com/aw/keywordplanner/home

3. Search intent

Search intent คือ สิ่งที่คนกำลังมองหาจากการ search ด้วยคีย์เวิร์ดนั้น

ยกตัวอย่าง เมื่อคุณพิมพ์คำว่า บทความ SEO ลงไปใน Google คุณก็จะเห็นว่า ผลการค้นหาจะออกมาประมาณนี้

การดู search intent จาก search result

ผลการค้นหาในหน้าแรกจะแสดงให้เห็นคอนเทนต์ต่าง ๆ จาก Keyword ที่เรา search โดยส่วนใหญ่คอนเทนต์เป็นประเภท ขั้นตอนการเขียนบทความ  เทคนิคการเขียนบทความ SEO แสดงว่านี่คือ search intent หรือสิ่งที่คนกำลังมองหาจากการ search ด้วยคีย์เวิร์ดนี้อยู่ เมื่อเราเขียนคอนเทนต์ด้วยคีย์เวิร์ดนี้ ควรเขียนให้เป็นรูปแบบทำนองเดียวกับ search intent ที่คนกำลังมองหาอยู่

4. Title & Meta Description

การแต่ง title and meta description

ส่วนสำคัญของคอนเทนต์ที่จะแสดงบนหน้าผลการค้นหา Google ก็คือ Title และ Meta Description ซึ่งควรใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วยจะช่วยบอกให้ Google รู้ว่าบทความนี้เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดนี้อยู่ และการเขียนที่กระชับ เข้าใจง่าย น่าอ่านยังช่วยให้คนเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นคอนเทนต์ที่พวกเขาหาอยู่ ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด เพราะต่อให้คอนเทนต์เขียนมาดี แต่ถ้าไม่ได้ optimize ตรงนี้ โอกาสจะติดอันดับก็ยากมาก

5. URL friendly

URL (Uniform Resource Locator) คือชื่อที่อยู่ของเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต ในที่นี้เราจะมาพูดถึงการปรับ URL ให้ friendly เหมาะสมกับคอนเทนต์ตามหลัก SEO กัน

– ชื่อ URL ควรอิงจากเนื้อหาคอนเทนต์ สั้นกระชับ และมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย

– หากจะเว้นช่องว่างระหว่างบรรทัดให้ใช้ขีดกลาง (Hyphen)

– สามารถใช้ภาษาไทยและอังกฤษ ได้ ขึ้นอยู่กับ Keyword และ เนื้อหาคอนเทนต์

ตัวอย่าง

www.yourwebsite.com/digital-knowledge/what-is-seo/

www.yourwebsite.com/เมนูอาหาร/วิธีทำข้าวผัด-และ-น้ำซุป

6. Image ALT

Image Alt เป็นข้อความที่สามารถใส่ได้ในส่วนของ Image tag โดยคนทั่วไปจะไม่เห็นบนหน้าบทความ
หน้าที่หลักคือ ช่วยบอกว่า Google รูปภาพนี้คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับบทความ

โดยวิธีใส่ Image ALT ให้เข้าไปหลังบ้านเว็บไซต์ของเรา เลือกรูปที่ต้องการมาแล้วจะเห็นช่องให้ใส่ Image ALT อยู่ตามภาพด้านล่าง

การใส่ image alt

source: https://wordpress.org/support/topic/new-to-carbon-fields-need-to-add-image-alt-tag/

7. Header Tag

การใส่ header

Header Tag คือ tag หัวข้อในคอนเทนต์ โดยมีตั้งแต่ H1 – H6 ซึ่งเรียงตามลำดับความสำคัญของแต่ละหัวข้อในคอนเทนต์ จะช่วยบอก Google ว่าหน้าคอนเทนต์ของเราเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร และยังเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการจัดอันดับ SEO อีกด้วย


source : https://yoast.com/ultimate-guide-content-seo

8. Keyword on body content

หลักการของ keyword density

หลังจากที่เรารู้วิธีใส่คีย์เวิร์ดในแต่ละส่วนของคอนเทนต์กันแล้ว มาดูในส่วนของเนื้อหาคอนเทนต์กันบ้าง โดย best practice ในการกระจาย keyword ใส่ลงในคอนเทนต์ควรอยู่ที่ประมาณ 1-2% หรือพูดง่าย ๆ ว่า

“ในคอนเทนต์ที่เราเขียนทุก ๆ 100 คำจะมีคีย์เวิร์ดผสมอยู่โดยประมาณ 1-2 คำนั่นเอง”

Source: https://seosherpa.com/seo-glossary/

แทรกลิ้งค์เข้าไปในบทความ มี 2 แบบ

1. Internal link ลิ้งในเว็บไซต์ของเราเอง สามารถใส่ Internal link ของคอนเทนต์ที่มีความเกี่ยวข้องกัน ลงในคอนเทนต์ เพื่อช่วยเพิ่ม traffic ภายในเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น ตัวอย่าง หากเราเขียนคอนเทนต์ 10 ผักผลไม้ยอดฮิตเพื่อสายสุขภาพ Internal link ที่เมหาะสมก็ควรเป็นคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกันเช่น ผัก ฟักทอง มันฝรั่ง เป็นต้น

การทำ internal link

source: https://ahrefs.com/blog/internal-links-for-seo


2. External link ลิ้งค์จากเว็บไซต์ภายนอก โดยส่วนใหญ่จะใส่ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับกับบทความของเรา แต่ควรเป็นลิ้งค์ที่น่าเชื่อถือในระดับนึงที่จะนำมาอ้างอิง ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคอนเทนต์ของคุณอีกด้วย

การทำ external link


source: https://moz.com/blog/20-illustrations-on-search-engines-valuation-of-links

10. Natural and friendly content

ส่วนสำคัญสุดท้ายของการเขียนคอนเทนต์ไม่ใช่เพียงแค่การใส่คีย์เวิร์ดลงไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้คอนเทนต์นั้นดูแปลก ๆ แต่เป็นการเขียนคอนเทนต์ของเราออกมาให้มีความเป็นธรรมชาติ โดยใช้หลักการต่อไปนี้

– เขียนคอนเทนต์โดยคำนึงถึงคนที่จะมาอ่านก่อนเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการให้ติดอันดับเพียงเท่านั้น

– ปรับคีย์เวิร์ดบ้างเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับประโยคดูไม่แข็งทื่อ

ตัวอย่าง Keyword : เขียนบทความ SEO

สามารถแทรกคำได้เล็กน้อย เช่น

– การเขียนบทความ SEO

– เขียนบทความตามหลัก SEO

– เขียนบทความให้เอื้อต่อ SEO

และนี่คือ 10 ขั้นตอนสำหรับการเขียนบทความ SEO (SEO Content) บนเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ภายใน 90 วัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจจะเร็วหรือนานกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของคีย์เวิร์ดและความแข็งแกร่งของเว็บไซต์ของเรา

อย่างไรก็ดี นี่ก็เป็นเทคนิคที่คุณเองก็สามารถทำได้จากคำแนะนำ สุดท้ายแล้วการทำคอนเทนต์ SEO อาจไม่ใช่เรื่องยากหากเราเข้าใจวิธีการทำและหลักการของมัน เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ด้วยตัวคุณเอง

Related Posts


YouTube SEO วิธีทำให้วีดิโอติดหน้าแรก YouTube Search ที่แบรนด์ต้องห้ามพลาด

11 February 2021

YouTube SEO: วิธีทำให้วิดีโอติดหน้าแรก YouTube Search ที่แบรนด์ต้องห้ามพลาด

Youtube SEO คืออะไร? ทำไมต้องรู้! มาดู 6 วิธีการทำ Youtube SEO แบบง่าย ๆ ที่จะช่วยให้แบรนด์ของคุณติดอันดับผลการค้นหาได้ในระยะยาวกัน!

keyword คืออะไร หลักการหาคีย์เวิร์ด

24 November 2020

Keyword คืออะไร? หลักการหา Keyword ที่ชาว SEO ควรรู้

Keyword คืออะไร? มาดูวิธีการหาคีย์เวิร์ดอย่างถูกวิธีสำหรับการทำ SEO ที่ช่วยพาผู้ชมเข้าเว็บไซต์ของเราเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผ่านการค้นหาจาก Google