Blog

8 เช็กลิสต์การทำ On-Page SEO ที่ทุกเว็บไซต์ต้องมี

หากธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์และกำลังทำ SEO แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยังไม่ดีพอ สิ่งหนึ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก ๆ เลยก็คือ การปรับปรุง On-page SEO

แต่ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เรามี 8 Checklist On-Page SEO มาให้คุณได้เช็กไปพร้อม ๆ กันกับเราที่นี่เลย

1. เลือก Keyword ให้ตรงกับ Landing page

การเลือก Keyword (คำค้นหา) ให้เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำ SEO ไม่เพียงแต่ต้องเลือก Keyword ที่มี Search Volume (ปริมาณการค้นหา) ที่สูง แต่ต้องเป็น Keyword ที่เหมาะกับหน้าเว็บหรือ *Landing page นั้นอีกด้วย เช่น หากหน้าเว็บไซต์นั้นเป็นหน้าขายสินค้า  Keyword ที่เราเลือกควรเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือคุณสมบัติของสินค้า เป็นต้น

            *Landing page คือ หน้าแรกที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์เจอ หลังจากคลิกเข้ามาจากช่องทางอื่น เช่น อีเมล Google Facebook ฯลฯ หรืออาจหมายถึงหน้าเว็บที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อทำการตลาดและโฆษณา โดย Hubspot ได้อธิบายว่า Landing page มีคุณสมบัติ 2 ข้อหลัก คือ

                 1. มีแบบฟอร์ม

                2. สร้างขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน (เพื่อให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน จอง ซื้อสินค้า ฯลฯ)

หลักการเลือก Keyword มีดังนี้

1. ศึกษาเป้าหมายของธุรกิจ และจุดประสงค์ของเว็บไซต์ที่จะทำ SEO 

ก่อนจะเริ่มหา Keyword ต้องศึกษาและทำความเข้าใจก่อนว่าเว็บไซต์นี้เกี่ยวกับอะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร จะช่วยให้หา Keyword ได้ครอบคลุมและตรงเป้าหมายมากขึ้น

  • หา Keyword หลักของเว็บไซต์

หา Keyword หลักที่จะใช้สำหรับทำ SEO โดยยังไม่ต้องคำนึงถึง Search Volume มากนัก เช่น เว็บไซต์เวชสำอางเกี่ยวกับครีมกันแดด  Keyword หลักก็อาจเป็น “ครีมกันแดด” “ครีมกันแดดทาหน้า” ฯลฯ

เมื่อได้ Keyword หลักแล้ว ก็หา Keyword รองที่เจาะจงลงไปมากขึ้น เช่น

Keyword หลัก: ครีมกันแดดทาหน้า

Keyword รอง: ครีมกันแดดทาหน้าสำหรับผิวแพ้ง่าย ครีมกันแดดทาหน้า ผู้ชาย ฯลฯ

search volume คีย์เวิร์ดครีมกันแดด

สำหรับการหา Keyword และ Search Volume จำนวนมาก เรามักจะใช้ Google Keyword Planner เพราะเป็น Tool ของ Google โดยตรง นอกจากนี้ก็ยังมี Tool อื่นที่ใช้ได้อีก เช่น Ahrefs Ubersuggest KWFinder ฯลฯ

เมื่อเราได้ Keyword ที่ต้องการแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเช็กว่าเนื้อหาที่เราจะนำเสนอ ตรงกับ Search Intent (จุดประสงค์ในการค้นหา) ของกลุ่มลูกค้าเราหรือไม่

วิธีการเช็ก Search Intent ทำได้โดยการดูว่า ผลลัพธ์ที่แสดงใน Google 10 อันดับแรก ใน Keyword ที่เลือกมานั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร และเป็นหน้าเว็บประเภทไหน

หากหน้าเว็บที่เรากำลังทำอยู่มีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับ Search Intent ก็ควรปรับให้เป็นทิศทางเดียวกัน

ทำไมเราควรนำเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับ Search Intent?

เพราะ Google มักนำหน้าเว็บที่ผู้ใช้งานสนใจ มาไว้ในอันดับต้น ๆ เสมอ การนำเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับ 10 อันดับแรก จะช่วยให้เรามั่นใจว่าเราทำสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายสนใจจริง ๆ และเพิ่มโอกาสที่จะติดอันดับสูงขึ้นด้วย

ตัวอย่าง: หลังจากหา Keyword มาแล้ว พบว่า “ครีมกันแดดทาหน้า” น่าจะเป็น Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายของเราสนใจที่สุด

อันดับต่อมาก็ดูว่าเมื่อค้นหาคำว่า “ครีมกันแดดทาหน้า” แล้ว มีผลลัพธ์แบบไหนติดในหน้าแรกบ้าง

SERP ครีมกันแดดทาหน้า

จะเห็นว่า ผลลัพธ์ในหน้าแรกเกือบทั้งหมด เป็นเว็บไซต์ที่เขียนบทความเกี่ยวกับรีวิวครีมกันแดด

ดังนั้น ถ้าอยากจะเพิ่มโอกาสการติดอันดับให้มากขึ้น ใน Keyword คำนี้ ก็ต้องนำเสนอบทความรีวิวผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดทาหน้า จึงจะดีที่สุด

2. แต่ง Title tag และ Meta description ให้น่าสนใจทั้งกับ User และ Google

  • Title Tag คือ หัวข้อหลักของหน้าเว็บไซต์ที่บอกว่าหน้าเว็บนี้เกี่ยวกับอะไร โดยจะปรากฏเป็นตัวหนังสือสีน้ำเงินในหน้าผลการค้นหาของ Google Title Tag ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของเว็บไซต์ มีความสำคัญมากต่อการจัดอันดับ และโอกาสที่คนจะคลิกเข้าชมเว็บไซต์
  • Meta description คือ รายละเอียดของหน้าเว็บ ซึ่งจะแสดงในหน้าผลการค้นหาของ Google เช่นกัน ไม่ได้มีผลต่อการจัดอันดับ แต่หากเขียนให้น่าสนใจ ก็จะทำให้คนอยากคลิกเข้าชมเว็บไซต์
meta description คืออะไรและ title คืออะไร

“Title Tag และ Meta Description เปรียบเสมือนหน้าร้านค้าของเรา ยิ่งเขียนได้ดึงดูดเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าคลิกเข้ามาเท่านั้น”

วิธีการเขียน Title Tag และ Meta description ให้น่าสนใจ

Title Tag

  • ควรให้ Keyword อยู่ในช่วงแรกของ Title Tag
  • ใส่ชื่อแบรนด์หรือเว็บไซต์เข้าไปด้วย  
  • ควรมีความยาวประมาณ 60-70 ตัวอักษร
  • ไม่ควรใช้ Title Tag ซ้ำกันกับหน้าอื่นในเว็บไซต์ของตัวเอง
  • ควรใช้ Call to Action บอกจุดเด่นของสินค้าหรือบทความ เพื่อกระตุ้นให้คนอยากคลิก

Meta description

  • ควรใส่ Keyword ไปใน Meta description ด้วย แม้ว่าจะไม่มีผลต่อการจัดอันดับโดยตรง แต่ Google จะไฮไลท์ Keyword คำนั้น ซึ่งช่วยดึงดูดคนให้สนใจเว็บของเรามากขึ้น
  • ควรมีความยาวประมาณ 130-155 ตัวอักษร
  • ไม่ควรใช้  Meta Description ซ้ำกันกับหน้าอื่นในเว็บไซต์ของตัวเอง
  • ควรใช้ Call to Action บอกจุดเด่นของสินค้าหรือบทความ เพื่อกระตุ้นให้คนอยากคลิก

ตัวอย่างจากเว็บไซต์ sanook.com จะเห็นว่ามี Keyword “ครีมกันแดด” อยู่ในส่วนแรกของทั้ง Title Tag และ Meta description รวมถึงยังมี Call to Action อย่างคำว่า “ที่ดีที่สุด” และ “ขายดีตลอดกาล”

3. จัด Header tag ให้ถูกใจ Google bot  

การแบ่งเนื้อหาในเว็บไซต์ออกเป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย ช่วยให้เว็บของเราดูน่าอ่านมากขึ้น แต่สำหรับการทำ SEO แล้ว แค่เว้นวรรค เว้นบรรทัด ทำตัวหนา คงไม่พอ แต่ต้องใส่สิ่งที่เรียกว่า “Header Tag” เข้าไปด้วย

Header Tag คือ Tag ที่ใส่ไว้เพื่อบอกว่าข้อความใดคือหัวข้อหลัก หัวข้อย่อย ช่วยให้ Google เข้าใจหน้าเว็บไซต์และบทความของเราได้ดีขึ้น Header Tag ประกอบด้วย 6 tags ได้แก่ H1 H2 H3 H4 H5 และ H6

H1 คือ หัวข้อหลักของหน้าเว็บไซต์หรือบทความ ควรมีเพียง 1 Tag ต่อหน้าเท่านั้น

H2-H6 คือ หัวข้อย่อย ลดหลั่นลงไปตามลำดับความสำคัญ

การจัดวาง header tag
ขอบคุณรูปภาพจาก reliablesoft.net

เมื่อใส่ Header Tag เข้าไป จากหน้าเว็บที่มีข้อความยาวเป็นพรืดไม่น่าอ่าน ก็จะมีการแบ่งหัวข้อต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ อ่านง่ายถูกใจทั้งผู้อ่านและ Google แน่นอน

Tip

ควรใส่ Keyword ที่เราต้องการทำอันดับเข้าไปในหัวข้อสำคัญ ๆ ด้วย (H1-H3) จะช่วยให้มีโอกาสติดอันดับที่สูงขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความยาวของเนื้อหา

โดยทั่วไปเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ควรมีความยาวระดับหนึ่ง เพื่ออธิบายข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน

แต่เนื้อหายิ่งยาว ยิ่งดีต่อ SEO จริงหรือ?

คำตอบคือ มีทั้งจริงและไม่จริง

ความยาวของบทความต่อการจัดอันดับ
ขอบคุณรูปภาพจาก backlinko.com

จากรูปด้านบน แสดงให้เห็นว่า จำนวนคำที่เยอะขึ้นสัมพันธ์กับอันดับที่สูงขึ้น

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องพยายามเขียนเนื้อหาให้ยาวทุกหน้า เพราะก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย บางหน้าที่เน้นการเล่าเรื่องด้วยภาพเป็นหลัก ก็ไม่ควรมีเนื้อหาที่ยาวเกินจำเป็น

“ความยาวของเนื้อหา ควรมาจากข้อมูลที่มีประโยชน์ ตรงความต้องการของผู้อ่านจริง ๆ และช่วยให้เข้าใจเนื้อหามากขึ้น”

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเขียนบทความเรื่อง “5 วิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง” ก็อาจวางโครงเรื่องดังนี้

  1.  สิวคืออะไร
  2.  สิวเกิดจากอะไร
  3.  สิวมีกี่ประเภท
  4.  วิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง
  5.  ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่แนะนำ

จะเห็นได้ว่า หัวข้อย่อยที่เพิ่มเข้ามา ทำให้บทความนี้มีเนื้อหาที่ครอบคลุม ครบถ้วน และตอบคำถามที่ผู้อ่านอาจจะสงสัยต่อไปได้ในบทความเดียว โดยที่ไม่ต้องไปหาข้อมูลที่บทความอื่นอีกเลย

5. อย่ามองข้ามการ Optimize รูปภาพในเว็บไซต์

รูปภาพเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์ การ Optimize รูปภาพจะช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาในหน้าเว็บมากขึ้น เพิ่มโอกาสที่รูปภาพจะติดอันดับใน Google Image (การค้นหารูป) และลด Page Load Speed (เวลาในการโหลดหน้าเว็บ)

พื้นฐานการ Optimize รูปภาพ ประกอบด้วยการปรับปรุง 3 สิ่ง ได้แก่

  • Image ALT: เป็นคำอธิบายรูปภาพ ช่วยให้ Google เข้าใจมากขึ้นว่าเป็นรูปเกี่ยวกับอะไร โดยปกติ Image ALT จะไม่แสดงในหน้าเว็บ เราจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อรูปภาพไม่แสดง (โหลดไม่ขึ้น) หรือดูจาก Source code

            หลักการเขียน Image ALT เบื้องต้น

  • เขียน Image ALT ให้สอดคล้องกับรูปภาพ
  • ควรใส่รายละเอียดรูปภาพที่เฉพาะเจาะจง
  • สามารถใส่ Keyword เข้าไปใน Image ALT ได้ แต่ไม่ควรใส่มากเกินไป
  • ควรมีความยาวไม่เกิน 100 ตัวอักษร  

ตัวอย่าง

หมาน้อยน่ารักพันธุ์ชิบะ บนเก้าอี้สีเหลือง

<img src=”dog-shiba-inu.png” alt=”IMG05062020″>

<img src=”dog-shiba-inu.png” alt=””>

<img src=”dog-shiba-inu.png” alt=”หมา”>

<img src=”dog-shiba-inu.png” alt=”หมาน้อยน่ารักพันธุ์ชิบะ บนเก้าอี้สีเหลือง”>

  • Image filename: เช่นเดียวกับ Image ALT หากเขียนชื่อไฟล์รูปภาพได้เหมาะสม ก็จะทำให้รูปภาพมีโอกาสติดอันดับใน Google Image สำหรับหลักการเขียนก็คล้ายคลึงกับ Image ALT แต่ควรใช้ภาษาอังกฤษ และใช้เครื่องหมาย “-” (Hyphen) แทนการเว้นวรรค

ตัวอย่าง

หมาน้อยน่ารักพันธุ์ชิบะ บนเก้าอี้สีเหลือง

<img src=”dog.png” alt=”หมาน้อยน่ารักพันธุ์ชิบะ บนเก้าอี้สีเหลือง”>

<img src=”IMG05062020.png” alt=”หมาน้อยน่ารักพันธุ์ชิบะ บนเก้าอี้สีเหลือง”>

<img src=”dog-shiba-inu.png” alt=”หมาน้อยน่ารักพันธุ์ชิบะ บนเก้าอี้สีเหลือง”>

  • บีบอัดรูปภาพ: การทำให้ไฟล์รูปเล็กลง ช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น มีหลายเว็บไซต์ที่มีเครื่องมือบีบอัดรูปภาพให้ใช้ฟรี แถมความละเอียดยังลดลงไปน้อยมากจนมองไม่ออก หรือถ้าใช้ WordPress ก็มี Plugin มากมายให้ดาวน์โหลดเช่นกัน

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้บีบอัดรูปภาพได้

6. หลีกเลี่ยงการคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น

การคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น นอกจากอาจนำไปสู่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ในด้าน SEO เอง ก็ส่งผลให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราไม่มีคุณภาพ และอาจทำให้อันดับตกลง หรือเนื้อหาถูกถอดจาก Google ได้

ตัวอย่างของ Scraped content (เนื้อหาที่คัดลอกมา)

– คัดลอกมาแบบ 100% โดยไม่ดัดแปลง –  คัดลอกมาและดัดแปลงบางส่วน เช่น เปลี่ยนคำบางคำ ใช้คำที่ความหมายเหมือนกัน ฯลฯ –  คัดลอกเนื้อหา VDO รูปภาพ ฯลฯ มาโดยไม่มีการให้ข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม

“Purely scraped content, even from high-quality sources, may not provide any added value to your users without additional useful services or content provided by your site; it may also constitute copyright infringement in some cases”

support.google.com
หลักการทำ internal link

Internal link คือ ลิงก์ที่เชื่อมระหว่างหน้าภายในเว็บไซต์เดียวกัน ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ และเนื้อหาแต่ละหน้าได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงยังมีผลต่อการจัดอันดับอีกด้วย

หลักการทำ Internal link เบื้องต้น

  • ทำ Internal link ระหว่างบทความหรือหน้าเว็บที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน
  • ทำ Internal link ไปหาหน้าที่เราให้ความสำคัญ
  • ใส่ Keyword ใน Anchor Text เพื่อความปลอดภัย อาจหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword เป๊ะ ๆ โดยผสมคำอื่นเข้าไปด้วย
  • ไม่ควรใช้ Anchor Text เดียวกัน แต่ลิงก์ไปคนละหน้า เพราะอาจทำให้ Google สับสนได้
  • ดูให้แน่ใจว่าลิงก์เป็น Dofollow
  • ไม่ควรใส่ Internal link ในแต่ละหน้าเยอะเกินไป (ปริมาณลิงก์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อหาในแต่ละหน้า)

8. ปรับเว็บไซต์ให้ตรงตามหลัก E-A-T

            E-A-T ย่อมาจาก Expertise, Authoritativeness, and Trustworthiness เป็นเกณฑ์วัดคุณภาพของเว็บไซต์ของ Google (Google’s Search Quality Rater Guidelines) โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์เป็นหลัก

หากเราทำเว็บไซต์เกี่ยวกับแบบบ้านสวย ๆ E-A-T อาจจะไม่สำคัญมากนัก แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สิน อย่างเว็บไซต์ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ ความรู้สุขภาพ ฯลฯ แล้วละก็ E-A-T ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และเว็บไซต์เหล่านี้ก็มักได้รับผลกระทบจากการปรับ Algorithm ด้าน E-A-T ของ Google อยู่เป็นประจำ

หลักการประเมิน E-A-T

Expertise: แสดงถึงความรู้ ความเข้าใจของผู้เขียนบทความ โดยแต่ละบทความนั้นต้องเขียนมาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ยกตัวอย่างเช่น หากเขียนบทความเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ก็ควรให้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้เขียน กลับกัน หากเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์หายป่วยจากไวรัสโควิด-19 ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ แต่ควรเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายดีแล้ว

Authoritativeness: วัดจากความมีชื่อเสียง และความมีอิทธิพลในอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น การที่เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ อย่างเว็บไซต์ข่าว Wikipedia ฯลฯ อ้างอิงถึงเว็บไซต์ของเรา หากเกิดกรณีแบบนี้มาก ๆ  Google ก็จะมองว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้นำในอุตสาหกรรมนั้น ๆ

Trustworthiness: ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์วัดได้จากความโปร่งใสและความแม่นยำของเนื้อหา เช่น การใส่ชื่อผู้เขียนหรือผู้รับผิดชอบเว็บไซต์ มีแหล่งอ้างอิง สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้

 หลักการทำเว็บไซต์ให้ตรงตาม E-A-T

  1. สร้าง Backlink และการอ้างถึงเว็บไซต์หรือแบรนด์ของเราจากเว็บไซต์คุณภาพอื่น ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเดียวกัน
  2. อัปเดตเนื้อหาของเว็บไซต์หรือบทความให้สดใหม่ และถูกต้องอยู่สม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบแหล่งอ้างอิงด้วย
  3. เพิ่มยอดรีวิวในเว็บไซต์รีวิวชื่อดังในอุตสาหกรรมของเรา เพื่อทำให้เห็นว่าคนเชื่อมั่นเว็บไซต์ของเราและคิดว่าคุณเป็นผู้นำในด้านนี้จริง ๆ
  4. แสดงข้อมูลผู้เขียนและเว็บไซต์อย่างละเอียด ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เช่น การทำหน้าประวัติผู้เขียน ประวัติเว็บไซต์ หน้าช่องทางการติดต่อ ฯลฯ

On-page SEO ถือเป็นหัวใจสำหรับการทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะเน้นการปรับปรุงเนื้อหาในเว็บไซต์ให้ถูกต้องและถูกใจผู้อ่านเป็นหลัก แม้แต่ Google เอง ก็เน้นย้ำเรื่องการทำเนื้อหาคุณภาพที่ตอบสนองผู้อ่านอยู่เสมอ จึงมั่นใจได้เลยว่า ถ้าทำตามอย่างครบถ้วน 8 On-page SEO Checklist นี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับและยอดเข้าชมที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน

Related Posts


301redirect-คืออะไร-รู้ไว้อันดับไม่ร่วง

7 กรกฎาคม 2020

301 Redirect คืออะไร รู้ไว้อันดับไม่ร่วง! [+วิธีใช้ WP Plugin & Screaming Frog]

FacebookTwitterLineจะทำอย่างไร ถ้าเราต้องการเปลี่ยนชื่อ

SEO Off-page คืออะไร

24 มิถุนายน 2020

Off-page SEO คืออะไร? พร้อมกลยุทธ์ดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกอย่างยั่งยืน

FacebookTwitterLineการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเป็นหัวใจ