Blog

Backlink คืออะไร? กลยุทธ์ด้าน SEO ที่นักการตลาดไม่รู้!

รู้หรือไม่? การทำ SEO ให้เว็บติดหน้าแรก ต้องอาศัยปัจจัยมากมายเข้ามาเป็นองค์ประกอบ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากๆ ก็คือ การทำ “Backlink”

แล้ว Backlink คืออะไร? จะช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google ได้ยังไงบ้าง ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย


ขอบคุณภาพจาก : infinitycode.gr

บทความนี้เราจะขอพาทุกคนไปรู้จักกับการดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกด้วย backlink 

  1. Backlink คืออะไร?
  2. Backlink มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
  3. วิธีสร้าง Backlink ที่ดีทำได้อย่างไรบ้าง?
  4. เช็คลิสต์ลักษณะของ Backlink คุณภาพ

Backlink คือ ลิงค์ที่กล่าวถึงหรือเว็บไซต์ที่ทำลิงค์เชื่อมโยงกลับมายังเว็บไซต์ของเรา เพื่อบอกให้ Google รู้ว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์เรามีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากเว็บไซต์อื่นๆ หรือเรียกกันอีกอย่างว่าการได้รับ Reference มาจากเว็บไซต์อื่นๆ นั่นเอง ซึ่งยิ่งมีจำนวนของ Backlink มากเท่าไหร่ก็มีโอกาสที่ Google จะให้คะแนนกับหน้านั้นๆ และทำให้การติดอันดับบนหน้าแรกของ Google มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น 

หากดูตัวอย่างด้านล่างจะเห็นได้ว่า Website A ได้ยิงลิงค์ออกไปที่ Website B ซึ่งหมายความว่า Website B จะได้รับ “backlink” มาจาก Website A 

ตัวอย่างการทำ Backlink

Source: moz.com

เดิมทีการสร้าง Backlink จำนวนมากมักจะส่งผลดีต่ออันดับของเรา แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เจ้าอัลกอริธึมของ Google ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ Backlink มากขึ้น หมายความว่า การทำ Backlink ให้ได้ผลดี ไม่ใช่แค่ได้ลิงค์มาจากเว็บไซต์อะไรก็ได้ แต่ควรจะเลือกเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติ 2 ข้อด้วยกันคือ เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเรานั่นเอง

รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ทาง Google นำมาใช้ประกอบกับการจัดอันดับบนหน้า SERP (Serach engine result page) ดังนั้นจึงควรจำไว้เสมอว่าการสร้าง Backlink จำนวนมากเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพนั้น ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อการจัดอันดับอีกต่อไปแล้ว 

การทำ Backlink สามารถทำได้หลากหลายประเภท ซึ่งประเภทหลักๆ ของ Backlink มีดังต่อไปนี้ 

1. Natural Editorial Links 

Natural Editorial Links เป็น Backlink ที่เราได้มาจากเว็บไซต์อื่นๆ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องเสียเงินในการซื้อ หรือติดต่อไปเพื่อให้เว็บนั้นๆ ส่งลิงค์กลับมาที่หน้าเว็บไซต์ของเรา โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการที่เรามีบทความหรือเนื้อหาในเว็บไซต์ที่ดีและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน จึงทำให้เกิดการอ้างอิงถึงและทำลิงค์กลับมา

โดยลิงค์ประเภทนี้เป็นลิงค์ที่ Google ชอบ โดยเฉพาะ Backlink ที่ได้กลับมาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์สถาบันการศึกษา เว็บไซต์ทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญต่างๆ หรือเว็บไซต์จากหน่วยงานราชการ เป็นต้น

2. Manual Link Building

Manual Link Building เป็น Backlink ที่ได้มาจากการลงมือสร้างลิงค์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การติดต่อขอให้เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายกับเว็บไซต์เราทำการลิงค์กลับมายังหน้าเว็บไซต์ของเรา หรือการไป Submit เว็บไซต์ของเราตามเว็บไดเร็กทอรี่ (Directory) ที่มีชื่อเสียง รวมไปถึงการซื้อลิงค์กับเว็บไซต์ใหญ่ๆ เช่น เว็บข่าว เพื่อให้ทางเว็บไซต์นั้นๆ ลงบทความและลิงค์กลับมายังหน้าเว็บไซต์ของเรา

3. Non-editorial links

การทำ Backlink แบบ Non-editorial links เป็นการทำลิงค์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาของเว็บไซต์แต่อย่างใด เช่น การเข้าใส่ลิงค์โดดๆ ในทุกหน้าของเว็บไซต์โดยไม่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหา การใส่ลิงก์ไว้ใน Profile แล้วไปคอมเมนต์ตามกระทู้ต่างๆ เพื่อสร้างลิงค์จำนวนมากๆ ส่งกลับมายังหน้าเว็บไซต์ของตนเอง 

ตัวอย่างการทำ ฺBacklink แบบ Non-editorial links

การทำลิงค์ประเภทนี้จำนวนมากจะส่งผลเสียต่อเว็บไซต์และการจัดอันดับของ SEO เนื่องจากเป็นลิงค์ที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความเชื่อมโยงด้านเนื้อหา เป็นการจงใจทำลิงค์โดยเฉพาะ ซึ่งวิธีนี้ถูกจัดเป็นการสร้างลิงค์ในกลุ่มของ Black-hat SEO หรือการทำ SEO สายดำนั่นเอง 

1. การทำ Advertorial หรือ PR กับ Publisher 

เนื่องจากการใช้ Influencer Marketing เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน จึงทำให้การเกิดขึ้นของกลุ่ม Publisher ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวออนไลน์ เพจคอนเทนต์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งบรรดาคนดังที่ใช้สื่อโซเชียลมิเดียสร้างสื่อของตัวเองขึ้นมา

การทำ Advertorial และ PR นอกจากจะช่วยสร้าง Brand Awareness แล้ว วิธีนี้ยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราได้รับ Backlink จากเว็บไซต์ข่าวหรือ Publisher ที่มีคุณภาพกลับมา และยังมีโอกาสที่จะได้ Traffic เข้ามายังเว็บไซต์อีกด้วย 

นอกจากนี้หากแบรนด์มี Partner เป็น Influencer หรือ Blogger ก็สามารถติดต่อให้พูดถึงสินค้าและบริการ พร้อมกับทำลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของเราได้อีกเช่นกัน 

2. การทำคอนเทนต์ (Content) ให้มีคุณภาพ

การทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน นอกจากจะช่วยสร้างคุณค่าให้แบรนด์ ขยายกลุ่มเป้าหมาย และทำให้พวกเขาจดจำแบรนด์ได้แล้ว คอนเทนต์ที่มีคุณภาพเหล่านี้ยังกระตุ้นให้เกิดการแชร์ต่ออีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคอนเทนต์นั้นมีเนื้อหาที่โดดเด่นและสำคัญ ก็ยิ่งมีโอกาสที่เว็บไซต์อื่นๆ จะใช้เป็นแหล่งข้อมูลและอ้างถึงคอนเทนต์ของเรา 

แล้วเนื้อหาแบบไหนที่กระตุ้นให้เกิด Backlink?

คอนเทนต์ที่มีข้อมูลเชิงลึก (Insight) ไม่ว่าจะเป็นบทวิเคราะห์ งานวิจัย ข่าว ฯลฯ รวมถึงคอนเทนต์ที่มีรูปแบบการนำเสนอโดดเด่น น่าอ่าน น่าร่วมสนุก เช่น บทความ Q&A Quiz วีดิโอ Infographic ฯลฯ  

ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีเว็บไซต์ที่นำเสนอเกี่ยวกับ Content Marketing การทำบทความเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนคอนเทนต์ ก็น่าจะมีประโยชน์ต่อกลุ่มผู้อ่าน และหากทำภาพ Infographic ประกอบโดยย่อยเนื้อหาคอนเทนต์ให้น่าจดจำและเข้าใจง่าย ก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแชร์เนื้อหานี้ในกลุ่มผู้อ่านหรือเว็บไซต์ด้าน Marketing ด้วยกันเองจนเกิดการอ้างถึงซึ่งก็จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราได้รับ Backlink จำนวนมากกลับมา

ตัวอย่างการทำคอนเทนต์โดยการนำเสนอด้วยภาพ Infographics

ขอบคุณภาพจาก: creativetalklive.com

3. เช็ค Backlink จากคู่แข่ง

การทำ SEO ให้ได้ผล เราต้องรู้จักการวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่แข่งให้เป็น ซึ่งในส่วน Off-page SEO นั้นเราสามารถทำได้โดยการเช็ค Backlink เพื่อดูว่าคู่แข่งทำอะไรได้ดี มีจุดอ่อน-จุดแข็งตรงไหน และทำ Backlink จากเว็บไซต์อะไรบ้าง เพื่อหาโอกาสหรือเว็บไซต์ใหม่ๆ ในการเข้าไปสร้าง Backlink 

เราสามารถเช็ก Backlink ของคู่แข่งผ่านเครื่องมือด้าน SEO ได้หลายตัว ซึ่งบทความนี้จะยกตัวอย่าง Tool เด่นๆ 4 ตัว นั่นก็คึอ Ahrefs, SEMRush, Ubbersuggest และ MOZ 

  • Ahrefs

ไปที่หน้าเว็บ Ahrefs >> จากนั้นให้เราเอาชื่อเว็บคู่แข่งวางลง >> คลิก Refering Domain >> คลิก Dofollow ดังภาพ

ตัวอย่างหน้าผลการค้นหาของ Ahrefs.com
  • SEMRush

ไปที่หน้าเว็บ SEMRush >> คลิกที่เมนู Domain analytics >> จากนั้นใส่ชื่อเว็บไซต์ของคู่แข่งที่เราต้องการศึกษาไปยังช่อง Search >> คลิก Search ดังภาพ

ตัวอย่างหน้าผลการค้นหาของ semrush.com

ขอบคุณภาพจาก: mifasoft.com

  • Ubbersuggest

ไปที่หน้าเว็บ Ubersuggest >> จากนั้นให้เราเอาชื่อเว็บคู่แข่งวางลง >>คลิก Backlink > คลิก One link per Domain > คลิก Follow ดังภาพ

ตัวอย่างหน้าผลการค้นหาของ neilpatel.com/ubersuggest
  • MOZ

ไปที่หน้าเว็บ MOZ >> คลิก Link Explorer >>  จากนั้นให้เราเอาชื่อเว็บคู่แข่งวางลง >> คลิก Inbound Link >> คลิก Export CVS

ตัวอย่างหน้าผลการค้นหาของ moz.com

1. เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง

เราสามารถวัดคุณภาพของเว็บไซต์ได้จากค่าความน่าเชื่อถือ ที่เรียกว่า Domain Authority (DA) ซึ่งเป็นค่าที่เครื่องมือด้าน SEO ประเมินจากหลายปัจจัย โดยจะมีชื่อเรียกตามแตกต่างกันไปตามแต่ละเครื่องมือ เช่น Moz เรียกว่า Domain Authority (DA) Ahrefs เรียกว่า Domain Rating (DR) ฯลฯ 

เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือสูง หรือ มีค่า DA, DR สูงก็จะยิ่งทำให้ Backlink ที่มาจากเว็บไซต์นั้นมีโอกาสที่จะเป็น Backlink ที่มีคุณภาพได้ เช่น การได้รับ Backlink จากเว็บไซต์ข่าวอย่าง ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์ หรือข่าวสด เป็นต้น 

2. เนื้อหาสัมพันธ์กับเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่เราจะสร้าง Backlink กลับมาควรเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์กับเว็บของเรา เช่น หากเว็บไซต์ของเราเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับธุรกิจด้านความสวยงาม ก็ควรจะได้รับ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาความเกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิง แฟชั่น หรือความงามต่างๆ ด้วยกัน

3. Anchor text ที่ลิงค์กลับมาควรมี Keyword 

การทำ Backlink ที่มีคุณภาพ Anchor Text ที่ลิงค์กลับมาควรมี Keyword แบบที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยที่ Anchor text นั้นคือ ตัวอักษรที่เราสามารถกดคลิกเข้าไปเพื่อไปยังหน้าที่ต้องการได้ ซึ่งการใส่ Anchor text นั้นจะช่วยให้การดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของ Google มีโอกาสมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

“iProspect (Thailand) Co., Ltd ดิจิตอลเอเจนซี่ชั้นนำในประเทศไทยทั้งในงานด้านมีเดียและครีเอทีฟ”

จากตัวอย่าง Anchor Text ก็คือคำว่า “ดิจิตอลเอเจนซี่” และเป็นคำหลักที่เราต้องการให้ติดหน้าแรกของ Google นอกจากนี้เราก็สามารถใช้ Anchor Text ที่หลากหลายได้นอกเหนือจากคีย์เวิร์ดหลักของเรา เพื่อให้เนื้อหาและ Backlink ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่น “ดิจิตอลเอเจนซี่ชั้นนำ”, “บริษัทดิจิตอลเอเจนซี่” ฯลฯ

4. ตรวจสอบ Backlinks ว่าเป็น DoFollow หรือ NoFollow Link 

การตรวจสอบ Backlink ว่าเป็น Dofollow หรือ NoFollow นั้นเป็นหนึ่งในเช็คลิสต์สำคัญสำหรับการทำ Backlink โดยที่ Dofollow คือ การที่เว็บไซต์นั้นๆ ส่ง Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของเรา โดยที่เว็บนั้นๆ ได้ส่งต่อผลประโยชน์หรือคะแนนทาง SEO มาให้เราด้วย 

ซึ่งในทางกลับกันหาก Backlink ที่ลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของเราถูกตั้งค่าเป็น NoFollow ก็หมายความว่า เราจะไมได้รับค่า หรือคะแนนทาง SEO จากเว็บต้นทางที่ทำ Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของเราเลย 

5. ไม่ควรใช้แนวทางสายดำ (Black Hat SEO) 

การที่เราได้รับ Backlink เป็นจำนวนมากจากแนวทางสายดำ หรือ Black Hat SEO มักจะส่งผลในด้านลบต่อเว็บไซต์ของเรา ถึงแม้ว่าเว็บต้นทางจะมีค่า DA ที่สูงก็ตาม แต่การได้ Backlink จากเว็บต้นทางที่เป็นเว็บเดียวกันในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้ Google มองว่าเป็นการสร้าง Backlink ที่ผิดปกติและส่งผลลบต่อคะแนน SEO ได้ในที่สุด 

สรุป

Backlink คือสิ่งที่อยู่คู่กับการทำ SEO มานานนับ 10 ปี แม้ความสำคัญจะลดลงไป จนบางคนมองว่า Backlink เป็นเพียงการปั่นลิงค์จำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียดหรือให้ความสำคัญมากมาย

แต่อย่าลืมว่าการจะเป็นเว็บไซต์ยอดนิยม ไม่ใช่แค่พูดก็เป็นได้ แต่ต้องได้การยอมรับจากผู้อ่านและเว็บไซต์อื่นๆ ในโลกออนไลน์ด้วย Backlink เอง ในฐานะที่เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ และหากมีกลยุทธ์การสร้าง Backlink ที่ถูกวิธี หน้าแรกของ Google ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

Related Posts


301redirect-คืออะไร-รู้ไว้อันดับไม่ร่วง

7 กรกฎาคม 2020

301 Redirect คืออะไร รู้ไว้อันดับไม่ร่วง! [+วิธีใช้ WP Plugin & Screaming Frog]

FacebookTwitterLineจะทำอย่างไร ถ้าเราต้องการเปลี่ยนชื่อ

SEO Off-page คืออะไร

24 มิถุนายน 2020

Off-page SEO คืออะไร? พร้อมกลยุทธ์ดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกอย่างยั่งยืน

FacebookTwitterLineการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเป็นหัวใจ