Blog

SEO Trends 2020: 6 เทรนด์ SEO เมื่อการติดหน้าแรกอาจไม่พออีกต่อไป

SEO (Search Engine Optimization) คือ การดันเว็บไซต์ของแบรนด์ ให้ขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกของ Google หรือ Search Engine อื่น ๆ  ในคำค้นหาที่ต้องการ เพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์

“ยิ่งคนเข้าเว็บไซต์มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่แบรนด์จะสร้างยอดขายมากเท่านั้น”

แต่สิ่งที่ Google อัปเดตในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เป้าหมายของการทำ SEO ไม่ได้หยุดอยู่แค่การติดหน้าแรกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

6 เทรนด์ SEO สำหรับปี 2020 ที่แบรนด์ควรจับตามอง

  1. Featured snippet (Rank Zero)
  2. การค้นหาด้วยเสียง (Voice Search)
  3. การใช้ไฟล์รูปภาพ WebP
  4. การทำ SEO กับวิดีโอบน YouTube (YouTube Optimization)
  5. การทำ SEO กับพอดแคสท์ (Podcast Optimization)
  6. การทำ SEO กับแอปพลิเคชั่น (ASO: App Store Optimization)

Featured snippet คือ การแสดงผลลัพธ์บนหน้าเสิร์ชแบบพิเศษของ Google โดยจะเลือกหน้าเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดและตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุดมาแสดง

และเหตุผลที่ฟีเจอร์นี้มีอีกชื่อว่า Rank Zero

ก็เพราะว่ามันแสดงผล “อยู่เหนืออันดับ 1” นั่นเอง

Featured snippet วิธีสมัครบัตรเครดิต

ทำไมแบรนด์ที่กำลังทำ SEO หรือมีแผนที่จะทำ ถึงควรให้ความสำคัญกับ Rank Zero? ซึ่ง iProspect Thailand ได้ศึกษาและสรุปออกมาเป็น 5 ข้อ ดังนี้

  • Rank Zero มีการแสดงผลที่อยู่ก่อนอันดับ 1 ทำให้ค่า CTR (Click-through-Rate) หรืออัตราคนเข้าเว็บไซต์สูงกว่าอับดับ 1 หนึ่งถึง 30%
  • สร้างความน่าเชื่อ (Creditability) ให้กับเว็บไซต์ เนื่องจาก Google จะเลือกคอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานมาแสดงเท่านั้น
  • สร้าง Brand visibility/awareness บนเสิร์ช เพราะผู้ใช้งานจะสังเกตเห็น Rank Zero ก่อนผลการค้นหาแบบธรรมชาติทุกประเภท
  • รองรับการค้นหาด้วยเสียง (Voice Search) เมื่อค้นหาด้วย Google Assistant มีโอกาสสูงมากที่ระบบจะดึงข้อมูลจาก Rank Zero มาแสดง
  • การทำ Rank Zero ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Google และเป็นการแสดงผลระยะยาว (Long-term result) ตราบใดที่คอนเทนต์ของเรายังตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

“Featured snippet จะกลายเป็นฟีเจอร์ ที่หลายแบรนด์พากันช่วงชิงในอนาคตอย่างแน่นอน”

สำหรับคนไทยแล้ว การค้นหาด้วยเสียงอาจจะยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก และผู้ใช้งานจำนวนมากก็ยังไม่รู้ว่าสามารถค้นหาข้อมูลด้วยเสียงได้ ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ในประเทศไทยที่ มองข้ามเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

แต่ความจริงแล้ว

Google ได้พัฒนาระบบการค้นหาด้วยเสียงที่มีชื่อว่า “Google Assistant” มาจนเกือบสมบูรณ์แล้ว

Google assistant

ขอบคุณข้อมูลจาก assistant.google.com

ในต่างประเทศ มีการค้นคว้าและเก็บข้อมูลเรื่องการค้นหาด้วยเสียง (Voice Search) พบว่ามีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

จะเห็นได้ว่า ในช่วง 2012-2020 การใช้งานด้วยเสียงพุ่งสูงขึ้นเป็น 2 แสนล้านครั้ง ในระยะแค่เวลา 8 ปี 

ดังภาพนี้

Voice search growth 2012-2020

ขอบคุณข้อมูลจาก lokalyze.com

และในประเทศไทยเอง ทาง We are Social ได้รวบรวมข้อมูลและสรุปผลในรายงาน Digital Thailand 2020 เกี่ยวกับการใช้ Voice search ในปี 2020 พบว่าคนไทยในช่วงอายุ 16-64 ปี มีสัดส่วนถึง 47% ที่ใช้งานฟีเจอร์นี้ในแต่ละเดือน

Voice search 2020

ขอบคุณข้อมูลจาก รายงาน Digital Thailand 2020 ของ We Are Social

นอกจากนี้ การค้นหาด้วยเสียงยังมีความแตกต่างกับการค้นหาแบบปกติ ตรงที่คำค้น (Search queries) จะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า และภาษาที่ใช้ก็จะมีความเป็นมนุษย์มากกว่า

Voice search queries

ขอบคุณข้อมูลจาก lokalyze.com

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

การค้นหาแบบปกติ ผู้ใช้งานมีแนวโน้มที่เสิร์ชด้วยคำว่า “ครีมบำรุงผิวหน้า”

แต่สำหรับการค้นหาด้วยเสียง ผู้ใช้งานอาจจะค้นหาด้วยคำว่า “ครีมบำรุงผิวหน้า สำหรับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย”

ซึ่งตรงจุดนี้ถือเป็นโอกาสที่ทั้งแบรนด์ใหญ่และแบรนด์เล็ก จะเข้าไปปักธงพื้นที่ตรงนี้ได้ เพราะ Generic keyword ซึ่งเป็นคำสั้น ๆ ความหมายกว้าง ไม่เจาะจง ดังตัวอย่างคำว่า  “ครีมบำรุงผิวหน้า”

มีแนวโน้มที่จะแข่งขันสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แถมโอกาสที่จะเกิดยอดขายก็ยากด้วย

ในขณะที่ Long-Tail Keyword ซึ่งเป็นคำค้นหายาวและเจาะจง อย่างคำว่า “ครีมบำรุงผิวหน้า สำหรับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย

แม้คนจะเสิร์ชน้อยกว่า แต่ก็มีการแข่งขันที่ต่ำกว่าตามไปด้วย รวมถึงโอกาสที่จะเกิดยอดขายนั้นมากกว่า เพราะผู้ใช้งานบอกความต้องการชัดเจน

“ในปี 2020 คนไทยมีสัดส่วนการใช้งาน Voice Search ถึง 47% หมดเวลาแล้วที่แบรนด์จะมองข้ามศักยภาพของมัน”

3. การใช้ไฟล์รูปภาพ WebP

หลายคนคงไม่ทราบว่าการเลือกใช้สกุลไฟล์รูปภาพบนเว็บไซต์ นั้นมีผลต่อการทำ SEO เป็นอย่างยิ่ง เพราะส่งผลโดยตรงถึงเรื่องความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ (Page load speed) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ Google จะเอามาใช้จัดอันดับด้วย

เนื่องจากเวลาที่ใช้โหลดหน้าเว็บไซต์ สัมพันธ์กับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ซึ่ง Google ได้ทำวิจัยเรื่อง Page load time ได้ข้อสรุปว่า

“ยิ่งเว็บโหลดนาน คนเข้าเว็บยิ่งหาย” ดังภาพนี้

probability of bounce rate

ขอบคุณข้อมูลจาก thinkwithgoogle

แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับสกุลไฟล์รูปภาพ WebP ได้อย่างไร?

เพราะไฟล์รูปภาพคือองค์ประกอบหลักของเว็บไซต์ และระยะเวลาที่ใช้โหลดส่วนมากก็มาจากขนาดไฟล์รูปภาพ

ซึ่งสกุลไฟล์รูปภาพทั่วไปที่เรานิยมใช้กัน ได้แก่ .jpg .png และ .gif แต่ละแบบก็จะมีจุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

แต่ SEO Trend 2020 เรื่องการใช้รูปภาพที่กำลังมาแรง คือ “สกุลไฟล์แบบ .webp”

ซึ่งความแตกต่างของสกุลไฟล์ .webp กับไฟล์ประเภทอื่น นั่นคือ

เมื่อเทียบกับความคมชัดของรูปที่เท่ากัน .webp มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่าสกุลอื่นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาโหลดไปด้วย ดังภาพนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ webp vs jpg vs png

ขอบคุณข้อมูลจาก medium

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ webp vs jpg vs png

ขอบคุณข้อมูลจาก geckoandfly

แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากไฟล์สกุลนี้ยังใหม่มาก ทำให้เว็บเบราเซอร์ (Web Browser) เวอร์ชั่นเก่าหลายตัวไม่รองรับ

Browser support for webp image format

ดังนั้น ถ้าแบรนด์ไหนยังมีผู้ใช้งานที่เข้ามาจากอุปกรณ์รุ่นเก่าเข้าเว็บไซต์อยู่ ก็อาจจะเก็บเรื่องการเปลี่ยนสกุลไฟล์ภาพภายในเว็บไซต์ ไว้เป็น Best Practice ในอนาคตก็ได้

ส่วนเว็บไซต์ไหนที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มาจากอุปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ แล้ว ก็สามารถทดลองใช้งานกับบางหน้าได้เลย

“สกุลไฟล์ภาพ .webp จะเข้ามาพลิกโฉม ความเร็วของเว็บไซต์ในระยะเวลาอันใกล้นี้”

4. การทำ SEO กับวิดีโอบน YouTube (YouTube Optimization)

วิดีโอเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ผู้ใช้งานสามารถจดจำ Message ในคอนเทนต์ได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับรูปแบบคอนเทนต์ประเภทอื่น ดังนั้นหลายแบรนด์จึงหันมาสร้าง Channel ของตัวเอง และผลิตวิดีโอลง YouTube กันอย่างมากมาย

แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ยอดวิวที่เกิดขึ้นบนวิดีโอนั้น นอกจากคนที่เข้ามาดูใน YouTube โดยตรงแล้ว เรายังสามารถทำให้มันติดในหน้าแรกบน Google ได้ด้วย ดังภาพนี้

youtube result on google search

ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ผู้ใช้งานที่ค้นหาข้อมูลผ่าน Google มีแนวโน้ม 15% ที่จะคลิกเข้าไปดูวิดีโอ ที่แสดงบนหน้าผลลัพธ์การค้นหา

นั่นหมายความว่า เราสามารถเพิ่มโอกาสที่คนจะดูคลิปของเราให้มากขึ้นได้

ด้วยเทคนิคการทำ SEO บน YouTube

แม้สัดส่วนยอดวิวที่มาจาก Google อาจจะไม่ได้เยอะมาก แต่จุดนี้ก็เป็นสิ่งที่หลายแบรนด์มองข้ามกันไป ทั้ง ๆ ที่เราสามารถคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้

“การติดหน้าแรกด้วย YouTube Video แม้ยอดวิวที่ได้จะไม่มาก แต่มันบอกผู้ใช้งานได้ว่า ใครคือตัวจริง บนคีย์เวิร์ดคำนี้”

5. การทำ SEO กับพอดแคสท์ (Podcast Optimization)

พอดแคสท์ (Podcast) เป็นออดิโอคอนเทนต์ที่กำลังได้ความนิยมสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากใครไม่รู้ว่ามันคืออะไร ให้นึกภาพรายการวิทยุที่มีการอัดไว้ ผู้ใช้งานสามารถมาเปิดฟังเมื่อไรก็ได้

โดยปกติถ้าคนจะเข้ามาฟัง Podcast ก็จะเข้าไปฟังใน YouTube หรือเว็บไซต์ที่มีการทำ Podcast content อย่างเช่น The Standard, MarketingOops หรือ Finnomena

เนื้อหาโดยส่วนใหญ่จะมีทั้งแบบสบาย ๆ และแบบจริงจัง เช่น เรื่องเล่า เรื่องไลฟ์สไตล์ เรื่องการเงิน การเมือง

podcast work from home

ขอบคุณข้อมูลจาก thestandard

ล่าสุด Google ได้อัปเดตหน้าผลลัพธ์การค้นหา ให้มีตำแหน่งเพื่อแสดงผลสำหรับ Podcast โดยเฉพาะ

podcase seo search result page

นี่ถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ และแบรนด์ไหนที่มีการทำ Podcast อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ควรศึกษาเรื่องการทำ SEO Podcast ด้วย เพราะมันทำให้คอนเทนต์ของเราเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

“Podcast จะได้รับความนิยมสูงมากขึ้นอีกในอนาคต การยึดครองพื้นที่ตรงนี้ได้ก่อน คือชัยชนะของแบรนด์”

6. การทำ SEO กับแอปพลิเคชั่น (ASO: App Store Optimization)

เรื่อง ASO (App Store Optimization) แม้จะไม่ใช่เรื่อง SEO Trend โดยตรง แต่ก็มีหลักการและเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน จะต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็ตรงที่ Platform นั่นเอง

SEO คือ การทำให้เว็บของเราติดหน้าแรกบน Search Engine ได้แก่ Google, Yahoo หรือ Bing

ASO คือ การทำให้แอปพลิเคชั่นติดหน้าแรกบน Play Store หรือ App Store

seo vs aso

ขอบคุณรูปภาพจาก elinsys.com

จะเห็นได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่แบรนด์ต่าง ๆ แข่งกันสร้างแอปพลิเคชั่นกันอย่างดุเดือด ใส่ฟีเจอร์ ใส่โปรโมชั่น ใส่ลูกเล่นกันจัดเต็ม แต่สิ่งที่หลายแบรนด์มักมองข้ามไปคือ

“แล้วจะทำยังไงให้ Google Play หรือ App Store มันเห็นแอปเราตรงตามคีย์เวิร์ดที่เราต้องการ?”

ซึ่งการทำ ASO ก็จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องตรงนี้

ยิ่งในธุรกิจที่โมเดลคล้ายกันอย่าง Food Delivery ก็มีหลายแอปให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น Grab, Food Panda, Lalamove, Lineman หรือ Get และอีกมากมายในอนาคต

การที่เราติดอันดับอยู่เหนือเจ้าอื่น นั่นแปลว่าแอปเรามีโอกาสที่จะถูกดาวน์โหลดมากกว่า (ไม่นับเรื่องคุณภาพแอป)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า

“แอปบางอย่างผู้ใช้งาน 1 คน อาจจะโหลดมากกว่า 1 แอปก็ได้ แล้วทำไมต้องไปสนใจ ASO ด้วย?”

คำตอบก็คือ ถ้าเราไม่ได้อยู่ในลำดับต้น ๆ เราก็ไม่มีวันไปอยู่ในลิสต์ของผู้ใช้งานนั่นเอง

“ในยุคที่แอปพลิเคชันแข่งขันกันอย่างดุเดือด”
ASO จะเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวตัดสินของเกมนี้”

นี่ก็เป็น 6 SEO Trends ในปี 2020 ที่ iProspect นำมาฝากกับนักการตลาดทุกท่าน จะเห็นได้ว่า Google พยายามใส่ฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้นอันเนื่องมาจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น Featured snippet ที่ออกแบบมาเพื่อเป็น Quick Answer บนเสิร์ช

ดังนั้นโจทย์การทำ SEO วันนี้ จึงไม่ใช่แค่ติดหน้าแรกเท่านั้น แต่แบรนด์ต้องเข้าไปยึดพื้นที่บนฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของ Google ให้มากที่สุดด้วย

ซึ่งมันก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าใจกลไกเหล่านี้ สามารถดึงผู้ใช้งานให้เข้ามายังเว็บไซต์ได้มากขึ้น และสร้างความได้เปรียบให้กับแบรนด์ของตัวเอง

และหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลของเรา จะช่วยให้แบรนด์ “ทันเกม” และนำไปปรับกลยุทธ์การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม


Related Posts


5 เทรนด์การตลาดออนไลน์ ONLINE MARKETING-ที่สำคัญในยุค POST COVID-19

10 July 2020

5 เทรนด์การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ที่สำคัญในยุค Post Covid-19

รู้จักกับ 5 เทรนด์การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ที่จะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในในยุคหลังโควิด ที่หลายธุรกิจต้องเตรียมตัวรับมือ